ดึงยกกระชับอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ริ้วรอยลึก
ชั้นเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยคอลลาเจน เส้นใยอีลาสติน และเซลล์ไขมัน เมื่อใบหน้าเริ่มหย่อนคล้อย ชั้นเนื้อเยื่อนี้จะหย่อนคล้อยลงไปพร้อมกับผิวหนัง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความหย่อนคล้อยและการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าตามวัย
เอ็นยึดพยุงใบหน้าเป็นโครงสร้างเนื้อเยื่อที่แข็งแรง ทำหน้าที่เชื่อมต่อกระดูกใบหน้ากับผิวหนัง ช่วยยึดตรึงและพยุงเนื้อเยื่อใบหน้าให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
เลาะปลดเอ็นยึดพยุงใบหน้าที่เชื่อมต่อกับชั้น SMAS พร้อมดึงยกกระชับไปด้วยกัน เพื่อช่วยลดโอกาสการกลับมาหย่อนคล้อยของผิวในอนาคต
เพราะใบหน้าของแต่ละคนแตกต่างกัน เทคนิคการผ่าตัดจึงต้องออกแบบให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
วิเคราะห์ความหนาของผิวหนัง ลักษณะความหย่อนคล้อย และความไม่สมมาตรของวอลลุ่ม
เลือกใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบ Deep หรือ Dual Plane ให้เหมาะสมกับแต่ละท่าน
Deep Plane
ดึงยกผิวหนังและชั้นพังผืด (SMAS) ไปพร้อมกัน แล้วเย็บยึดตรึงในขั้นตอนเดียว
เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก ผิวบาง ขาดวอลลุ่ม
เลาะเอ็นยึดพยุงใบหน้า เพิ่มแรงประสิทธิภาพแรงดึงดึงยกให้ดียิ่งขึ้น
แรงดึงยกกระชับสูง ยึดตรึงเนื้อเยื่อได้อย่างแน่นหนา
Dual Plane
แยกชั้นผิวหนังและชั้นSMAS ออกจากกัน ปรับทิศทางการดึงของแต่ละชั้น
เหมาะสำหรับผู้ที่มีใบหน้าได้รูป มีมิติ และมีวอลลุ่มค่อนข้างมาก
ปรับแก้ไขความไม่สมมาตรของใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์การยกกระชับที่ดูเป็นธรรมชาติ พร้อมปรับใบหน้าให้ได้สัดส่วนสมดุล
กรีดแผลตามแนวตั้งแต่ด้านหน้าใบหูไปจนถึงด้านหลังใบหู
ลดความกังวลเรื่องรอยแผลเป็น พร้อมยึดตรึงเนื้อเยื่ออย่างเป็นธรรมชาติ ป้องกันติ่งหูถูกดึงรั้งจนผิดรูป
หลังผ่าตัด 7วัน
หลังผ่าตัด 1เดือน
หลังผ่าตัด 2เดือน
กรีดแผลขนาดเล็กตามแนวรูปทรงใบหู หลีกเลี่ยงการทำลายรากผม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดผมร่วงและรอยแผลเป็น
LIENJANG LIFTING
* อาจมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
LIENJANG PLASTIC SURGERY
01
กรีดแผลตามแนวไรผมบริเวณขมับ
02
เลาะเอ็นยึดพยุงใบหน้า
03
ดึงยกผิวหนังที่หย่อนคล้อย
04
ตัดเนื้อเยื่อส่วนเกินออกLIENJANG LIFTING
ระบบผ่าที่ปลอดภัย
ของลีเอนจาง
ดูแลรักษาเฉพาะบุคคลแบบ 1:1 ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การผ่าตัด ไปจนถึงการฟื้นตัวหลังผ่าตัด
วิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำคลินิก คอยดูแลอย่างละเอียดทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด เพื่อความปลอดภัยในการวางยา
ดำเนินการตรวจสุขภาพอย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด เช่น การตรวจเลือด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และการเอกซเรย์
ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและแม่นยำด้วย 3D-CT และะวางแผนการผ่าตัดอย่างเป็นระบบ
ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยที่ทันสมัย พร้อมจัดเตรียมระบบช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น
ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) ภายในห้องผ่าตัด พร้อมระบบความรับผิดชอบของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดโดยตรง
ติดตาม ตรวจสอบ และควบคุมดูแลสถานการณ์ระหว่างการผ่าตัด และการวางยาแบบเรียลไทม์
ใช้ระบบฆ่าเชื้อด้วยแรงดันไอน้ำสูง เพื่อป้องกันการติดเชื้อและรักษาสภาวะปลอดเชื้ออย่างเคร่งครัด
ช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของแผลหลังผ่าตัดให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดอาการบวมและรอยช้ำ พร้อมเสริมประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ